ประวัติ : หมอ กฤษฏ์ คอนเฟิร์ม

หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม (ศุกฤษฎ์ ปทุมศรีวิโรจน์)

หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม (ศุกฤษฎ์ ปทุมศรีวิโรจน์)

ตอนที่ 1 บทนำ

ครั้งหนึ่งตอนที่ผมยังไม่มีชื่อเสียงเหมือนทุกวันนี้ มีหลวงปู่ท่านหนึ่งที่ต่อมาผมได้นับถือเป็นอาจารย์ผู้ประสาทวิชา ได้ดูดวงของผมและพยากรณ์ไว้ว่า

“ดวงเณรต่อไปจะเป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงดังมากภายในห้าปี”
“จริงหรือครับ หลวงปู่” ผมพูดด้วยความยินดีอย่างเก็บไม่มิด
“ถูกต้อง แต่มันจะมีทางเลือกให้เณรสองทาง” หลวงปู่พูดต่อ
“สองทางหรือครับ”
“ใช่ ทางแรกคือเป็นหมอดูที่ไม่มีชื่อเสียง แต่เรื่องความแม่นยำจะเลื่องระบือ ชีวิตไม่เดือดร้อน ไม่ลำบาก ไม่มีคนด่า มีแต่คนสรรเสริญ เชิดชู กับทางเลือกที่สอง จะเป็นหมอดูที่ดังมาก แต่ชีวิตจะไม่มีความสุข โยมต้องเลือกว่าจะเลือกทางไหน”
โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ผมตอบไปว่า
“ผมอยากเป็นหมอดูดัง ผมขอเลือกทางที่สอง”
“ได้ แต่สิ่งที่ต้องเจอต่อจากที่เลือกไปแล้ว คือเณรจะต้องถูกคนรอบข้างคอยกลั่นแกล้ง จะเจอในสิ่งที่ไม่เคยเจอ จะพบในสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไป อาจไม่เคยพบ เณรจะเจอคนอื่นติฉินนินทาว่าร้ายปัดแข้งปัดขา โดยที่เณรไม่รู้จักเขา จะพบคนใส่ร้ายป้ายสีโดยที่เณรไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เณรยอมรับต่อสิ่งเหล่านี้ได้ไหม ถ้ายอมรับได้ เณรก็เป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนที่อาจมาพยากรณ์”

ประโยคสนทนาข้างต้น เป็นประโยคสนทนาที่เปลี่ยนชีวิตผม
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อผมสำเร็จวิชา(บริเฉท 7 ดารา) ชื่อเสียงของผมก็ค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ ความดังของผมเกิดขึ้นแบบปากต่อปาก เล่าลือกันต่อๆไป
คำทำนายในส่วนแรกของหลวงปู่ที่บอกว่าผมจะดังภายในห้าปี ก็กลายเป็นความจริง จริงๆถ้าจะพูดให้ถูกผมใช้เวลาแค่สามปีเท่านั้น ในการสร้างชื่อตัวเอง
ส่วนคำทำนายครึ่งหลังที่ว่าผมจะโดนนินทาว่าร้ายอย่างหนักนั้น ก็เป็นสิ่งที่ติดตามกันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตอนที่ 2        

ผมมักถูกผู้คนนำไปเป็นหัวข้อสนทนาด่าทอ ทั้งในสังคมอินเตอร์เน็ต หรือที่ไหนก็ตามแต่ อาจด้วยความที่คาแร็กเตอร์ของผมค่อนข้างดูแข็งกร้าวจนบางคนมองเป็นก้าวร้าว รวมถึงคำทำนายของผมที่มันแม่นจนเปลือเชื่อ
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้ผมกลายเป็นที่เกลียดชังของผู้คนกลุ่มอาชีพหมอดูด้วยกัน อย่างช่วยไม่ได้

แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะผมเชื่อมาตลอด คุณเท่านั้นที่ตัดสินตัวคุณเองได้ ผมจะไม่มีวันปล่อยให้คำพูดคอนอื่นมาบั่นทอนกำลังใจในตัวผม เป็นอันขาด และมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เหรียญย่อมมีสองด้าน ดาบย่อมมีสองคม เมื่อมีด้านที่ไม่ดี มันก็ต้องมีด้านที่ดี
ที่มาพร้อมกับกระแสอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผม มันยิ่งทำให้ชื่อเสียงของผมเป็นที่ถูกกล่าวขวัญมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ในสังคมหรือแวดวงบันเทิง น้อยคนเหลือเกินที่จะไม่รู้จักผม หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม ภาพหมอดูที่มีท่าทีมั่นใจ เสียงดังฉะฉานสามารถทำนายเรื่องราวได้อย่างละเอียดและแม่นยำในแบบที่ไม่มีหมอดูคนไหน “กล้า” ทำ

ที่คำใช้คำว่า “กล้า” เพราะในการทำนายของผม แม้ผมจะไม่เคยเจอหน้าค่าตาของอักฝ่าย แต่ผมสามารถทำนายได้ว่า เขาสูงกี่เซนติเมตร สายตาเสียไหม ปากสวยไหม ปากหนาหรือเปล่า ฟันเป็นยังไง บ้านคุณเป็นยังไง ดูโทรทัศน์ยี่ห้อไหน มีอะไรอยู่ใต้โทรทัศน์ สภาพแวดล้อมตอนนั้นคุณเป็นยังไง แฟนคุณเป็นยังไง ฯลฯ ผมสามารถระบุเรื่องเหล่านี้ได้เป็นรูปธรรมชัดเจน นั่นคือโหราศาสตร์ในแบบของผม กฤษฏ์ คอนเฟิร์ม โหราศาสตร์แบบที่ไม่กลัวหน้าแตก คุณเป็นหมอดู แม่นยำหรือไม่มันต้องดูตรงนี้ ผมเชื่อมั่นเสมอมาว่า ถ้าคุณเป็นหมอดู แล้วถ้าคุณแม่นจริงๆแม่นในแบบที่คนอื่นทายไม่ได้แบบคุณ ไม่ต้องกลัว ยังไงคุณก็ดังแน่

ตอนที่ 3

และตอนนี้ความดังของผมก็น่าจะยืนยันได้ว่า ผมแม่นแค่ไหน!
แต่ในมุมที่ประสบความสำเร็จ เมื่อมองดูในอีกด้านผมก็ต้องพบอะไรต่อมิอะไรมาไม่น้อยเหมือนกัน เป็นมุมที่น้อยคนเหลือเกินจะรู้ว่าผมเองก็มีมุมแบบนี้ “กฤษฏ์ คอนเฟิร์ม หมอดูจอมอหังการ” เป็นบันทึกเรื่องราวของตัวผมเองว่าด้วยประวัติของผมตั้งแต่เกิด กระทั่งเติบโต ก่อนโด่งดัง จนโด่งดังอย่างทุกวันนี้ เรื่องราวทั้งในด้านดีและไม่ดีที่ผมได้ประสบมา เรื่องที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนก็ล้วนถูกถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มนี้ ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า คนที่ไม่ธรรมดา การกระทำของเขาย่อมต้องมีความพิเศษ ชีวิตผมที่ผ่านมาผมพบอะไรมามากกว่าที่เด็กวัยรุ่นอายุยี่สิบต้นๆทั่วไปเคยเจอมา อาจจะบอกได้ว่าน้อยคนที่จะเจอประสบการณ์มากมายแบบผม ชื่อเสียงมันมาพร้อมกับดอกไม้และก้อนอิฐ ชีวิตผมก็เจอลมฝนพัดกระหน่ำมาไม่น้อย ที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไป คือชีวิตที่ไม่ธรรมดา และเบ้าหลอมที่ทำให้กลายเป็นตัวผม กลายเป็นหมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์มอย่างทุกวันนี้ ชีวิตของผมมีครบทุกรสชาติ ทั้งตื่นเต้นทั้งสนุกสนานแบะแฝงไว้ด้วยข้อคิดอย่างที่คุณไม่อาจละสายตาจากมัน นี่คือตัวตนที่แท้จริงของผม

คอนเฟิร์ม!

ตอนที่ 4 กำเนิดหมอกฤษฏ์

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ชีวิตผมไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป มันพิเศษกว่านั้น ความไม่ธรรมดาของชีวิตผม เริ่มตั้งแต่ก่อนผมลืมตาออกมาดูโลกเสียอีก!

ก่อนจะเล่าเรื่องของผม ผมขอเล่าเรื่องครอบครัวของผมก่อน คุณแม่ผมเป็นชาวสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนปี 2518 และมาพบรักกับคุณพ่อของผมซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เมื่อตอนปี 2520 และก็ได้แต่งงานกันในเวลาต่อมา เรื่องของเรื่องก็คือ มันเป็นเรื่องที่คุณแม่ยังจำได้ดี และเล่าให้ผมและคนอื่นฟังเสมอ ครั้งรั้รคุณแม่ฝันประหลาดมาก คุณแม่ผมฝันว่า ตัวเองเดินหลงทางไปในป่าฮวงซุ้ยจีน และก็บอกเล่าว่าตัวเองตกใจมาก ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีจนวันนี้ เพราะมันชัดเจนมาก พยายามหาทางออกเท่าไรก็หาไม่เจอ ยิ่งหาทางออกก็ยิ่งหลงทางลึกเข้าไปเท่านั้น จนรู้สึกตัวอิกที ก็พบว่าตัวเองอยู่บนถนนที่เป็นฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษตัวเอง สิ่งที่ทำให้คุณแม่ของผมตกใจคือ เหล่าบรรพบุรุษทุกท่านที่อยู่ฮวงซุ้ยนั้น บ้างลุกขึ้นยืน บ้างก็นั่ง ทุกท่านจ่างจ้องมองมาที่คุณแม่ของผม ด้วยความตื่นตกใจ คุณแม่ของผมทรุดนั่งลงกับพื้น และร้องไห้ออกมา เพราะคิดว่าเป็นลางบอกเหตุว่าตัวเองอาจจะตาย หมดหนทางจะออกไป คิดว่าตัวเองต้องอยู่ในนั้นแน่แล้ว และตอนนั้นเอง เหล่าบรรพบุรุษของผมทั้งหมด ก็เดินเข้ามาหาคุณแม่และยิ้มไม่พูดอะไร นั่นยิ่งทำให้แม่ร้องไห้หนักขึ้นอีก จนในที่สุดก็ตกใจตื่นขึ้นมา

ตอนที่ 5

ตอนที่คุณแม่ตื่นขึ้นมา คุณแม่เล่าว่าน้ำตายังนองอยู่เต็มสองข้างแก้ม ขากนั้นก็หันไปมองหัวเตียง เข็มนาฬิกาสั้นยาวชี้บอกเวลาอยู่ที่ตีสี่ครึ่ง ภาพความฝันยังชัดเจนมาก ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ คุณแม่จึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นโทรไปหาคุณยาย และเล่าเรื่องราวความฝันให้คุณยายฟัง คุณยายนิ่งตอนฟังจบ และพูดออกมาประโยคแรกว่า “ลูก เหมือนลูกจะท้องนะ ประจำเดือนมาดีอยู่หรือเปล่า” คุณแม่ก็ปฏิเสธไป แต่คุณยายก็ยังพูดต่ออีกว่า บางที “เขา” อาจจะอยากมาเกิดกับลูกก็ได้ คุณแม่ผมก็นิ่งอึ้งไป ไม่ได้พูดอะไรกันต่ออีก จากนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน ประจำเดือนของคุณแม่ก็ไม่มาจริงๆทำให้คุณแม่นึกถึงคำพูดคุณยาย จากนั้นแม่ก็ฝันอีก ฝันว่ามีคนมา กดกริ่งที่หน้าบ้าน ตอนนั้นคุณแม่อยู่ตึกแถวสามชั้น ชั้นบนสุด เมื่อได้ยินเสียงกริ่ง คุณแม่ก็ลงไปเห็นคนแก่ผู้หญิงใส่ชุดแบบชาวศรีสัชนาลัย ยืนอยู่หน้าบ้าน คล้ายกำลังอุ้มเด็กอยู่ คุณแม่ก็เลยถามว่า คุณยายมาทำอะไร

ฝ่ายคนแก่ที่ใส่ชุดศรีสัชนาลัยก็ตอบสั้นๆ เพียงว่า “เอาเด็กมาให้เลี้ยง” แล้วก็โยนสิ่งที่อยู่ในมือมาทางคุณแม่ของผม คุณแม่ก็ตกใจมาก เพราะกลัวว่าเด็กที่ถูกโยนจะตกพื้น แต่แม่ก็ยังรับได้ และถามว่า แล้วเด็กเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ หญิงชราในชุดชาวศรีสัชนาลัยก็ตอบว่า ผู้ชาย แม่เลยร้องว่าไม่เอา เพราะแม่อยากได้เด็กผู้หญิง และในฝันนั้น แม่ก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุราวขวบครึ่งอยู่ที่อีกด้านหนึ่ง เลยชี้มือและถามไปว่า อยากได้เด็กผู้หญิงแบบนี้มีไหม หญิงชราใยชุดศรีสัชนาลัย ตอบสั้นๆ ว่าไม่มี แม่ก็โต้กลับว่า ไม่มีก็ไม่เอา อย่างนั้นขอคืน หญิงชราคนนั้นก็พูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า ไม่เอาก็ต้องเอา แล้วก็เดินลับหายไป จบตรงนี้คุณแม่ก็ตกใจตื่น

ตอนที่ 6

จากนั้นก็ไม่มีเรื่องราวอะไร จนวันหนึ่ง ก็เริ่มแน่ใจว่าตัวเองกำลังตั้งท้อง วันนั้นเป็นวันที่รถติดมาก ด้วยความรีบ คุณแม่จึงต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ไปทำงานโดยมีคุณพ่อเป็นคนขับ

เพราะความรีบนั่นเอง มันก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น รถมอเตอร์ไซค์ที่นั่งมา ประสานงานกัยรถมอเตอร์ไซค์อีกคัน คุณแม่เล่าว่า จำได้ว่าตัวเองลอยข้ามหัวคุณพ่อไปเลย และหล่นไถลไปกับพื้นอีกไกลมาก ตอนนั้นเลือดเต็มตัวเลย ด้วยตัวเองใส่ชุดขาวทำให้ดูน่ากลัวมาก และตอนนั้นคุณแม่ก็ตั้งท้องผมอยู่ กลัวลูกในท้องจะเป็นอะไรไป จึงรีบไปโรงพยาบาล ผลตรวจปรากฏว่า ไม่เป็นอะไรเลย ประสบอุบัติเหตุขนาดนั้นแต่ผมที่อยู่ในท้องกลับไม่เป็นอะไรเลย หลังจากออกจากโรงพยาบาล คุณแม่ก็ได้ไปซื้อรูปโปสเตอร์มาสองรูป รูปหนึ่งเป็นรูปเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักติดอยู่ฝั่งขวา และอีกรูปหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายใส่แว่นติดอยู่ที่ผนังฝั่งซ้าย ด้วยความที่คุณแม่อยากได้ลูกผู้หญิง ทำให้คุณแม่มองแต่รูปทางขวา แต่พอตกดึกกลับฝันถึงรูปทางซ้ายซึ่งเป็นรูปเด็กผู้ชายใส่แว่น

ฝันซ้ำอย่างนี้อยู่สองรอบ จนมารอบที่สาม ก็ฝันว่าตัวเองไปเดินอยู่เมอร์รี่คิงส์ และเจอหญิงชราในชุดชาวศรีสัชนาลัยคนเดิมอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้พูดอะไร เอาเด็กผู้ชายคนหนึ่งมายัดใส่มือของคุณแม่และหายไปในฝูงชน คุณแม่ได้แต่งงว่า นี่เป็นลูกเต้าเหล่าใครทำไมเอามาให้ฉัน แล้วจะเอาไปคืนใครที่ไหน แต่เด็กก็จับมือคุณแม่และร้องไห้จ้า จกานั้นคุณแม่ก็ตื่นขึ้นมา ต่อมาพอเล่าให้คุณยายฟัง คุณยายก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่าหญิงชราในชุดศรีสัชนาลัย ต้องเป็นบรรพบุรุษของตระกูลอย่างแน่นอน

จากนั้นคุณแม่ก็ตั้งท้องไปได้ราวหกเดือน คุณแม่ก็ปวดท้องมากคิดว่าตัวเองอาจคลอดก่อนกำหนด จึงไปหาหมอ หมอก็ทำการอัลตร้าซาวนด์ดูและส่ายหัวว่ายังทำคลอดไม่ได้ มันอันตรายมาก เพราะเด็กยังเล็กเกินกว่าที่จะคลอดออกมา

ตอนที่ 7

คุณแม่จึงต้องทน และประคองท้องไปอีกเดือนกว่าๆ และได้ทำคลอดเมื่อตอนเจ็ดเดือนกับสิบวัน ซึ่งพอคลอดออกมาก็ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลต่อ

วันที่รับลูกออกจากโรงพยาบาล คุณพ่อกับคุณแม่ก็สวยกับพระธุดงค์รูปหนึ่งที่หน้าโรงพยาบาล เมื่อพระท่านเห็นผมอยู่ในอ้อมกอดแม่ ท่านจึงทักกับคุณพ่อคุณแม่ผมว่า เป็นลูกชายใช่หรือไม่ พ่อแม่ผมก็รับคำ จากนั้นท่านก็บอกว่า จงเลี้ยงให้ดี ลักษณะของเด็กคนนี้ ถ้าพุ่งก็จะพุ่งสุดขีด ถ้าดิ่งก็ดิ่งลงสุดขีดเหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ได้แต่รับคำด้วยความงุนงง จากนั้นพอกลับมาที่บ้านวันแรก คุณแม่เล่าว่า ผมร้องไห้เสียงดัง บ้านแทบแตก ร้องตั้งแต่บ่ายสามโมงยันสามทุ่ม ด้วยความเป็นคุณแม่มือใหม่ ทำให้คุณแม่ตกใจทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรหาสาเหตุไม่เจอ และผมมักจะเป็นเช่นนี้บ่อยๆ

จนวันหึ่ง มีเพื่อนของพ่อแม่คู่หนึ่งเป็นสามีภรรยากัน ซึ่งพอมีความรู้ทางโหราศาสตร์ได้มาดูดวงของผม และพูดเหมือนที่พระธุดงค์ท่านนั้นว่าไว้ คือผมมีดวงที่อาจจะพุ่งถึงขีดสุด หรือตกต่ำถึงสุดขีด นอกจากนั้นก็ยังพูดเพิ่มเติมอีกว่า ผมจะไม่ได้อยู่กับคุณแม่ มีเหตุให้พลัดพรากจากกัน ซึ่งต่อจากนั้นคำทำนายก็เป็นจริง หลังจากที่ผมอายุได้สี่สิบวัน คุณแม่ต้องกลับไปทำงานเดิม ทำให้ต้องพาผมไปฝากเลี้ยงกับญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งก็คืออาม่า ผมต้องย้ายไปอยู่ที่สุขุมวิท 101/1 คุณแม่ก็ต้องไปๆ มาๆ เพื่อเยี่ยมเยียนผม ขณะที่ผมไปอยู่ที่สุขุมวิท คุณแม่ได้เล่าให้ฟังว่า อาการร้องไห้จ้าแบบไม่รู้สาเหตุก็หายไป แต่พอครั้งไหนที่พากลับมาอยู่ที่บ้านดังเดิม อาการร้องไห้จ้าก็จะเกิดขึ้นอีก จนคุณแม่ทำอะไรไม่ถูก ต้องตัดสินใจนำกลับมาไว้กับอาม่าเช่นเดิม

เป็นเช่นนั้นตอนสองขวบแรก และด้วยงานของคุณแม่ทำให้ไม่สามารถเอาผมกลับไปเลี้ยงที่บ้านได้ จนตอนที่ผมอายุได้สองขวบกว่า ผมเริ่มโตขึ้น คุณแม่ค่อยรับผมกลับมาเพื่อเข้าเรียบที่เนิร์สเซอรี่ ตอนที่มาอยู่ด้วยกันใหม่ๆ ก็มีเรื่องประหลาดหลายอย่างเกิดขึ้นกับผม

ตอนที่ 8

ครั้งแรกที่ผมกลับมานอนกับคุณแม่ คุณแม่เป็นคนชอบสวดคาถาชินบัญชรก่อนนอน สวดมาตลอดกว่ายี่สิบปี วันหนึ่งคุณแม่ก็สวดคาถาชินบัญชรตามปกติ แล้วจู่ๆ ตอนนั้นผมซึ่งอยูในวัยสองขวบสี่เดือนก็พูดขึ้นว่า “มามี้ ทำไมเหมือนผมเคยได้ยินที่มามี้สวดจากที่ไหนมาก่อนแล้วผมก็ท่องได้นะ”

แล้วผมก็ท่องพร้อมคุณแม่ในวินาทีนั้น คุณแม่ตกใจมาก แต่จริงๆ ผมก็ไม่ได้ท่องได้ทั้งหมด ผมจำได้แค่บางส่วนเท่านั้น หลังจากนั้น คุณแม่ค่อยนึกได้ว่า ตอนที่ท้องผม แม่ก็มักสวดคาถาชินบัญชรแบบออกเยงบ่อยๆ บางทีสาเหตุที่ผมท่องได้อาจมาจากจุดนี้ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นผมเกือบจะสามขวบ คุณแม่ค่อนข้างมีงานยุ่งมาก ทำงานวันเสาร์ก็จำเป็นต้องหอบเอาผมไปด้วย

ตอนนั้นคุณแม่ทำงานที่ไปรษณีย์กลางบางรัก แต่ต้องมีวันที่ต้องไปขายแสตมป์ที่วัดพระแก้ว พอไปถึงก็ปล่อยให้ผมเล่นอยู่แถวลานวัดพระแก้ว พอไปถึงก็ปล่อยให้ผมเล่นอยู่แถวลานวัดนั้นจนตกเย็น พองานเสร็จแล้วจะกลับบ้าน แต่คุณแม่ก็หาผมไม่เจอ จึงไปตามคนนูนคนนี้มาช่วยหา กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนมาเจอผมนั่งอยู่ตรงใต้รูปปั้นยักษ์ พอกลับถึงบ้านคุณแม่ก็ว่าผมว่าทำไมทำให้คนอื่นเป็นห่วงส่วนผมในตอนนั้นก็ตอบแม่ว่า ผมไปคุยกับคุณยักษ์มา คุณยักษ์เล่านิทานให้ฟังหลายเรื่อง คุณแม่พอฟังก็ไม่คิดอะไร คิดว่านี่คงเป็นจินตนาการธรรมดาๆ ของเด็กๆ

หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณแม่ต้องไปทำงานแถววัดนั้น ผมจะมีท่าทางดีใจมาก จะวิ่งและไปคุยกับยักษ์ตนนี้บ้างตนนู้นบ้าง จนทหารยามวัดพระแก้วจำผมได้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมและคุณแม่ของผมจำได้ดี ชีวิตผมก็ดำเนินเรื่อยมา ส่วนใหญ่คนที่เลี้ยงดูผมอย่างใกล้ชิดจะเป็นคุณป้า และด้วยความใกล้ชิดนี่เอง จึงทำให้ผมติดนิสัยอะไรหลายๆ อย่างมาจากคุณป้า คุณป้าผมเป็นคนที่ชอบเข้าวัด และทำสมาธิ ท่านจึงมักพาผมเข้าวัดไปทำสมาธิด้วยเสมอตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ผมเป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิและมีศีลธรรม ทั้งหมดก็เพราะคุณป้าของผม

ตอนที่ 9

จนเมื่อตอนผมอายุแปดขวบ ตอนนั้นคุณยายได้ย้ายมาอยู่กับเราสักพักแล้ว จนทางบ้านเกิดของคุณแม่คือที่สุโขทัย น้องสาวคุณแม่โทรมาบอกว่าคุณพ่อหรือก็คือคุณตาของผมป่วยหนัก ต้องมีคนดูแล คุณยายจึงจำเป็นจำเป็นต้องกลับไปเพื่อดูแลคุณตา ตอนนั้นที่ผมรูข้าวนี้ คุณแม่เล่าว่าผมมีท่าทางเคร่งเครียดและหงุดหงิดผิดจากปกติ ผมเอาแต่เฝ้าบอกคุณแม่ตลอดว่า อย่าให้คุณยายต้องกลับบ้านเลย คุณแม่เข้าใจว่า ที่ผมพูดอย่างนั้นเป็นเพราะผมรักคุณยายมาก ไม่อยากให้ท่านไป

ผมเฝ้าอ้อนวอนเฝ้าพูดกับคุณแม่อยู่อย่างนั้น จนกระทั้งถึงสามทุ่ม คุณแม่เล่าว่า ผมคุกเข่าต่อปน้าคุณแม่แล้วก็พูดว่า “มามี้ครับ อย่าให้อาม่า(คุณยาย) กลับนะครับ ฟังผมสักครั้งหนึ่ง ต้องให้อาม่าอยู่กะเราจนถึงเดือนมีนาคมนะครับ” “ทำไมล่ะลูก” คุณแม่ก็ถามกลับด้วยใจคอไม่ดีนักกับท่าทางแปลกๆ ของผม “ถ้าอาม่าย่างเท้าออกจากบ้านเรา อาม่าจะไม่ได้กลับมาหาพวกเราอีกนะครับ” ผมในวัยแปดขวบตอบ

แม้คุณแม่ของผมจุดุว่าผมที่พูดจาไม่เป็นมงคลอย่างนั้น แต่ผมก็ยังไม่ละความพยายามที่จะอ้อนวอนคุณแม่ว่าอย่าปล่อยให้คุณยายกลับบ้าน พอคุณยายมาได้ยินเรื่องนี้ จึงเข้ามาปลอบหลาน แต่ทั้งคุณแม่และคุณยายก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับคำพูดของผม คุณยายเฝ้าปลอบผมด้วยเรื่องเล่าต่างๆ ตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้าเวลาแห่งการลาจากก็มาถึง คุณแม่เล่าว่าตอนที่มีรถมารับคุณยาย ผมกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ กอดคุณยายแน่นไม่ยอมปล่อย เผ้าอ้อนวอนไม่ให้คุณยายไป แต่สุดท้ายก็ต้องแยกจากกัน

หลังจากกลับมา ผมก็ไม่พูดกับคุณแม่ไปสามวัน ประโยคแรกที่พูดกับคุณแม่คือ “คุณแม่จะต้องเสียใจที่คุณแม่ปล่อยให้อาม่ากลับบ้าน” จนเวลาผ่านไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา ที่บ้านผมมีการต่อเติมบ้าน และตกลงกันว่าจะรับคุณยายกลับมาตอนก่อนวันชิวอิกในเดือนกุมภาพันธ์ แต่จนแล้วจนรอดการต่อเติมบ้านก็เสร็จไม่ทัน มาเสร็จก็ตอนวันชิวอิก ตอนนั้นคุณแม่ก็เตรียมจะไปรับคุณยายแล้ว

น้องสาวคุณแม่โทรมาบอกในวันเดียวกันกันที่บ้านต่อเติมเสร็จว่า คุณยายล้ม ไม่ได้สติ ต้องไปโรงพยาบาล เพื่อผ่าตัดสมอง หลังผ่าตัดเสร็จ คุณยายก็เป็นอัมพาต ต้องเจ็บปวดด้วยอาการอัมพาตอยู่เจ็ดปี และก็เสียชีวิตลง สุดท้ายก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านเราเหมือนอย่างที่ผมเคยพูดไว้ จริงๆทั้งหมดที่ผมเล่ามา มันเป็นแค่อารัมภบทของชีวิตผมเท่านั้น สิ่งที่รออยู่ในหน้าต่อๆไป ในเป็นเรื่องที่เกิดกว่าคุณจะคาดคิดเสียอีก

คอนเฟิร์ม...

ตอนที่ 10 เรื่องเล่าวัยเด็ก

ขอย้อนไปตอนเด็กๆ เมื่อผมอายุได้ 45 วัน คุณแม่ก็พามาฝากเอาไว้กับคุณย่าและคุณป้าของผม เพราะคุณแม่ทำงานราชการจะลาได้แค่ 45 วัน ก็เลยต้องมาฝากคุณย่าเลี้ยง แล้วพอคุณย่าเลี้ยงด้วยความที่คุณป้าก็เป็นห่วงคุณย่าเพราะท่านอายุมากแล้ว จะมาเลี้ยงหลานซึ่งเป็นเด็กๆ ที่ยังต้องวิ่งซุกซนเนี่ยคงจะไม่ไหว

คุณป้าก็เลยต้องอาสาเป็นคนเลี้ยงแทน คุณป้าเล่าให้ฟังว่าตอนเล็กๆ ผมน่ารัก ขาว จ้ำม่ำ อ้วน หน้าตาเหมือนเด็กฝรั่ง พอมาเห็นปุ้บแทนที่จะให้คุณย่าเลี้ยง คุณป้าก็เลยมาเลี้ยงหลานเองจึงเป็นความผูกพัน ผมเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย นิสัยร่าเริง เฉลียวฉลาด ช่างพูด ความจำเป็นเลิศ และมีความอดทนมาก คือคุณป้าไม่เคนเลี้ยงเด็กมาก่อน เพราะเป็นลูกโททน เพราะฉะนั้นก็เลยเล่นกับเด็กไม่เป็น แล้วการที่คุณป้าคุยกับหลานก็เลยเหมือนกับการที่ว่าผู้ใหญ่คุยกับผู้ใหญ่เหมือนกันอายุไล่เลี่ยกัน เหมือนกับเพื่อนคุยกับเพื่อนไม่ค่อยคุยเล่นกัน

คุณป้าก็เลี้ยงผมจนถึง 2 ขวบ ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน คุณป้าเลี้ยงและดูแลเหมือนกับลูกของตัวเอง ป้าบอกว่าผมเป็นเด็กที่อารมณ์ดี ตอนยังไม่ถึงขวบนั้นเป็นเด็กที่ชอบใส่บาตร ทุกเช้าป้าก็จะเรียกไปใส่บาตร ผมจึงรีบเด้งตัวขึ้นมาทันที ซึ่งผิดกับเด็กทั่วไปที่จะต้องห่วงนอนมากกว่า พอเริ่มเดินได้เตาะแตะ ป้าไปไนก็จะพาไปด้วย ป้ามีรถคันนึงซึ่งพาผมไปด้วยทุกที่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยไปวัดที่จังหวัดราชบุรีแล้ว เดินทางไปตอนนั้นฝนก็ตก ฟ้าก็ร้อง ฟ้าแลบ น่ากลัวมาก

แล้วทางที่ไปก็เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นทางลูกรัง และเข้าไปแบบ 2 คน ก็กลายเป็นว่าผมเนี่ยเหมือนเป็นเพื่อนป้าคนนึง ซึ่งไม่ร้อง ไม่งอแง ไม่หวาดกลัว ป้าก็ขับไปแบบกลางคืนเข้าไปในป่า ป้าเล่าให้ฟังว่าผมเป็นเด็กที่แปลกเพราะถ้าเป็นเด็กบางคนเห็นฟ้าร้องฟ้าแลบก็จะกลัว และตัวป้าเองขับรถไปยังกลัวเลย ป้าก็นั่งภาวนาคลอด พุทโธ พุทโธ หลวงพ่อช่วยลูกด้วย นั่งปลอบใจตัวเอง แต่ผมกลับนั่งเงียบ ไม่กลัว คือ ผมจะคลุกคลีกับวัดวาตลอด

ตอนที่ 11

ป้าบอกว่าเป็นเด็กที่พูดจารู้เรื่อง คือสั่งให้ทำอะไรสั่งครั้งเดียวก็รู้เรื่องไม่ต้องสั่งซ้ำสอง แต่ที่ประหลาดใจอยู่อย่างคือ ปกติเวลาพูดอะไรคำเดียวก็รู้เรื่อง แต่มีอยู่หนึ่งเรื่องที่ไม่รู้เรื่อง ก็คือ ตอนเล็กๆ ผมชอบให้พาไปหน้าศาลเจ้าจีน คนจีนเรียกว่า ตี่จูเอี๊ยะ เหมือนที่ตั้งอยู่บนพื้นบ้าน หรือที่เรียกว่า เจ้าที่ ผมชอบไปที่ศาลเจ้าแล้วก็หยิบน้ำชามาดื่ม พอหยิบขึ้นมาทีไรป้าก็จะตีมือผม ให้ขอโทษว่าหนูมาล่วงเกิดมาหยิบกินโดยไม่ได้รับอนุญาติ ขอให้ให้อภัยด้วยนะ พอป้าสอนก็ทำเป็นฟัง

แต่พอมาอีกวันเค้าก็ยังเป็นแบบเดิม ป้าก็งงว่าทำไมเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่พูดไม่รู้เรื่อง พอโตอีกนิดผมก็เล่าให้ป้าฟังว่า ตอนเด็กๆ ผมเห็นในศาลเจ้ามีคนแก่ 2 คน จิบน้ำชานั่งคุยกัน แล้วก็กวักมือเรียกผมไปกินน้ำชาด้วย คือผมเห็นบางอย่างที่ป้าไม่เห็นในช่วงเวลานั้น ผมเป็นคนที่จำเรื่องของตัวเองได้ตั้งแต่เด็กๆ จำได้แม้กระทั่งตอนคลานว่าไปที่ไหน ตั้งไข่ตรงไหน ยืนตรงไหน ข้างๆเป็นยังไง เรื่องที่น่าประหลาดใจคือ ผมจำความตอนเป็นเด็กได้ ซึ่งคุณป้าบางครั้งก็ลืมไปแล้ว

“เรื่องสัมผัสพิเศษของหมอกฤษฏ์ ก็ประมาณอายุ 6-7 ขวบ ตอนที่ไปบวชเณรครั้งแรก คือวัดนั้นเป็นวัดที่คุณป้าไปทำบุญบ่อย จึงมีความคุ้นเคยกับที่นั่นแล้วหลวงพ่อก็เห็นผมมาตั่งแต่ 3 ขวบ เลยมีความรู้สึกว่ามีความผูกพันกับหลวงพ่อก็เลยไปบวชที่วัดนั้น ซึ่งวัดนั้นอยู่กลางป่าเขา ในจังหวัดราชบุรี ตอนนั้นที่นั่นยังไม่ขึ้นชื่อเป็นวัดเลย เป็นแค่สำนักสงฆ์ด้วยซ้ำไป มีเพียงศาลาเก่าๆหลังเดียว แล้ววัดนั้นเป็นวัดที่อย่าว่าแต่เด็กอายุ 7 ขวบเลย ผู้ใหญ่อายุ 30-40 ยังไม่กล้าอยู่เลย

พระที่ไปบวชยังอยู่ในวัดนั้นไม่ได้เลย เพราะวัดนั้นไม่ธรรมดา ร่ำลือว่าผีดุ มีอยู่ครั้งหนึ่งประมาณเที่ยงคืนได้ ป้าเข้าไปในวัด ขับรถอยู่ดีๆ จู่ๆ รถก็ดับไป ทำยังไงสตาร์ทเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ติด ซึ่งตอนนั้นไปกับแม่ชี 2 คน พอไปถึงก็จะได้ยินเสียงหวีด สียงเปรตร้อง แล้วก็เสียงวิ่งออกมา พึ่บๆๆๆ แผ่นดินนี่สะเทือนเลย

นาทีนั้นรู้ทันทีว่าผีหลอก เส้นผมทุกเส้นตั้งชันขึ้นหมดรู้เลย ความรู้สึกว่าเย็นยะเยือก ต้องนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตากันใหญ่ ตั้ง 10 กว่านาทีถึงจะเงียบ แล้วหลังจากที่หมอกฤษฏ์ไปบวชเณรกลับมาก็บอกคุณป้าว่า “คุณป้า...หลังจากที่ผมไปบวชเนี่ย ก็แปลกๆ ผมเห็นผีเห็นวิญญาณเห็นแล้วสามารถคุยกับเค้าได้ด้วย” ซึ่งตอนนั้นก็ไม่มีใครเชื่อ

ตอนที่ 12

ป้าเล่าให้ฟังว่า...ตอนนั้นผมอายุประมาณ 6 ขวบ หลังจากที่บวชเณรก็จะมีอะไรแปลกๆขึ้นมา มีอยู่ครั้งนึง คุณป้าต้องการพิสูจน์ว่าเรื่องที่พูดกับป้าเนี่ย มันจริงหรือเปล่า พอดีคนงานที่บ้านป้าเนี่ย เขาฝันถึงพระพิฆเนศเหมือนท่านมาใบ้หวยอะไรแบบนี้ ป้าก็เลยให้ผมนั่งสมาธิขึ้นไปถามพระพิฆเนศว่าคือเลขอะไร

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าพระพิฆเนศเป็นแบบไหน ก็ลองนั่งสมาธิแล้วก็เห็นวิมานและได้ยินเสียงช้าง แปร๋นๆๆ จึงรู้ว่าอ๋อเป็นช้างนี่ ผมก็ไปถามเลขซึ่งพระพิฆเนศให้มาสามตัว คือ ...65 แต่ตัวข้างหน้าเนี่ย สั่งไม่ให้บอกว่าเลขอะไรให้มาแค่ 2 ตัว ซึ่งท่านคงอยากจะทดสอบว่าผมมีสัจจะมั้ยจึงมาบอกป้าแค่ 2 ตัว คือ 65 งวดนั้นป้าถูกหวยเป็นหมื่น

ครั้งนั้นทำให้คุณป้าเริ่มเชื่อมากขึ้น แล้วต่อมาที่บ้านจ้างช่างมาต่อเติมห้องพระมาทำไฟให้ ปรากฏว่าผมกำลังสวดมนต์อยู่และก็บอกช่างว่าให้เอาเลขนี้ไป 3 ตัวเลย แล้วปรากฏว่าถูก ป้าก็บอกว่า แหม...ทำไมไม่บอกป้าบ้าง บอกแต่คนอื่น ผมก็บอกกลับไปว่าพระท่านให้บอกเฉพาคนที่เดือดร้อน พอดีคนนั้นเขากำลังจะถูกยึดบ้าน

มีอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อที่วัดให้ของสิ่งหนึ่งฝากไว้กับป้า และป้าของผมก็ให้ผมถือบนรถ ตอนแรกไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะท่านไม่ยอมบอก เพียงแต่บอกไว้ว่าถือดีๆ ห้ามวาง ของสิ่งนั้นก็คือพระบรมสารีริกธาตุ พอเรานำพระบรมสารีริกธาตุกลับบ้าน ผมก็บอกกับป้าว่าทำไมเห็รผู้หญิงใส่สไปนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆเต็มไปหมดเลยล่ะ ป้าก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบุญ กุศล เรื่องวิญญาณ พอผมบอกแบบนี้ป้าก็คิดว่าสงสัยจะเป็นพวกเทพธิดานางฟ้า มาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ

เรื่องที่เล่ามานี้เป็นเรื่องที่มาจากความทรงจำของป้าที่ได้เล่าให้ผมฟังนะครับเพราะบางเรื่องก็นานแล้ว จำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางเรื่องแม้เลือนรางแต่ก็คลับคล้ายคลับคลา แต่ทุกเรื่องป้าของผม คอนเฟิร์ม ว่าจริงแท้แน่นอน

ไม่ได้โม้...คอนเฟิร์ม

ขอขอบคุณ : www.kritconfirm.com

 

ดูดวงฟรี แม่นๆ

ข่าวสารวงการดูดวง

เว็บมุมดูชะตา > ดูดวงชะตา (รวมเนื้อหา) > ประวัติ : หมอ กฤษฏ์ คอนเฟิร์ม